สวทช.เปิดกลยุทธ์ 6-6-10 ติดปีอุตสาหกรรม นำนวัตกรรมไทยสู่สากล

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำทัพผู้บริหาร ประกอบด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) แถลงผลงาน สวทช. ปี 2561 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานวิจัย ปี 2562 ภายใต้แนวคิด “NSTDA Beyond Limits : 6-6-10” ติดปีกอุตสาหกรรม นำนวัตกรรมไทยสู่สากล”
โดย กลยุทธ์ 6-6-10 คือ 6 Research Pillars, 6 Frontier Research และ 10 Technology Development Groups : TDGs) กรอบการพัฒนาเพื่อมุ่งสร้างความเข้มแข็งและความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขั้นสูง เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบายประเทศไทย 4.0ซึ่ง สวทช. ได้ยึดหลักการทำงานเพื่อส่งมอบผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นอันดับแรก และยึดถือเป็นพันธกิจหลักในการดำเนินนโยบายเช่นนี้มาตลอด 27 ปี ของการก่อตั้ง สวทช.
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินการของสวทช.ว่า ได้ดำเนินการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ภาคธุรกิจและประชาชนในทุกมิติ โดยในปี 2561 ได้ส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ
• “ผลิตภัณฑ์ดูดจับสารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารสัตว์” จากเอนไซม์โปรติเอส (Enzyme Protease)
โดย นาโนเทค สวทช. ปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ สร้างมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา มากกว่า 6,000 ล้านบาท สำหรับ เอนไซม์โปรติเอส ถือเป็นนวัตกรรมระดับแนวหน้าจาก สวทช. ที่ได้ดำเนินการวิจัยให้กับ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่สำหรับใช้ลดปริมาณสารพิษจากเชื้อราปนเปื้อนในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถลดปริมาณสารพิษปนเปื้อนได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะสารฟูโมนิซินและซีราลีโนน สารพิษจากเชื้อราที่สร้างความเสียหายในอุตสาหกรรมอาหารเลี้ยงสัตว์เป็นลำดับต้นๆ ในประเทศไทย (พบในกลุ่มอาหารสัตว์ ไก่ เป็ด สุกร และโค) นอกจากนั้นแล้วเอนไซม์โปรติเอสยังสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของสารพิษเชื้อราให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นพิษ และไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ Zeta L-Tonic ทั้งในและต่างประเทศ รวม 7 ประเทศแล้ว
• eLysozymeTM สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว
โดย ไบโอเทค สวทช. วิจัยและพัฒนา “ไลโซไซม์ (Lysozyme)” เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในไข่ขาวของไก่ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนของไก่จากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารมีการนำไลโซไซม์มาใช้ประโยชน์ในฐานะของสารยับยั้งแบคทีเรียหรือสารกันบูดจากธรรมชาติ (Natural Preservative) ทั้งนี้ไลโซไซม์ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายๆ ประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ถึงความปลอดภัยในการบริโภค และได้รับอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และการบำบัดรักษาบางประเภท
อย่างไรก็ตามโดยธรรมชาติแล้ว ไลโซไซม์จากไข่ขาวของไก่มีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแบคทีเรียในกลุ่มแบคทีเรียแลคติกได้ดีกว่าแบคทีเรียแกรมลบ ทว่าด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้คณะผู้วิจัยสามารถพัฒนาไลโซไซม์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้ดีขึ้นทั้งแกรมบวกและแกรมลบ จึงยับยั้งครอบคลุมแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสีย แบคทีเรียก่อโรคที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร และแบคทีเรียก่อโรคที่มีความสำคัญในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวกำลังนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ไลโซไซม์ประสิทธิภาพสูง ภายใต้ชื่อทางการค้า eLysozymeTM (eLYS-T1) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหาร และ eLysozymeTM (eLYS-T2) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สวทช. ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว ให้แก่ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทกำลังติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิต และมีแผนทดลองผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาวรอบแรกเร็วๆ นี้
• ข้อเข่าเทียม ที่มีขนาดรูปทรง และการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย
โดย เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาข้อเข่าเทียม ที่มีขนาด รูปทรงและการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย จากการอ้างอิงการวัดกายวิภาคข้อเข่าคนไทยและคนญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับThe New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาข้อเข่าเทียมและเครื่องมือช่วยผ่าตัด โดยมี บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล (Teijin Nakashima Medical) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายข้อเทียมในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการกับเอ็มเทค สวทช. ซึ่งแต่ละฝ่ายได้ศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่าของกลุ่มตัวอย่างคนญี่ปุ่นและคนไทยเพศหญิงฝ่ายละ 100 ราย นำมาใช้อ้างอิงในการออกแบบพัฒนาข้อเข่าเทียมเดิมให้เหมาะสมกับกายวิภาคข้อเข่าคนเอเชียมากขึ้น รวมทั้งออกแบบให้รองรับการงอเข่าได้ถึง 150 องศา เพื่อให้ตรงกับอิริยาบถการใช้ชีวิตประจำวันในการนั่งพื้นของคนเอเชียซึ่งต่างจากชาวตะวันตก
นอกจากนี้ คณะวิจัยเอ็มเทค ยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่า การออกแบบและทดสอบข้อเข่าเทียม โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องทดสอบการสึกหรอข้อเข่าเทียมมูลค่าร่วม 20 ล้านบาท จาก NEDO และหลังจากความร่วมมือในโครงการดังกล่าวสำเร็จ บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล ได้เริ่มนำผลิตภัณฑ์ Future Knee® ที่พัฒนาขึ้น ออกใช้จริงในเชิงคลินิกในประเทศญี่ปุ่น โดยในระยะเวลา 1 ปี มีการผ่าตัดในผู้ป่วยแล้วมากกว่า 200 ราย ซึ่งประสิทธิผลของข้อเข่าเทียมหลังผ่าตัดเป็นที่ยอมรับอย่างมากจากศัลยแพทย์งานวิจัยดังกล่าวจะเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมที่ดีขึ้น สามารถงอเข่าใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และการผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ข้อเข่าเทียมดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคนไทยได้มีโอกาสใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าด้วย ทั้งนี้ สวทช. ได้เตรียมการจดทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านรูปแบบบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง สวทช. บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล และบริษัทเอกชนไทย เพื่อผลักดันให้เกิดบริษัทเครื่องมือแพทย์ ขั้นสูงขึ้นในประเทศไทย
• ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (Thai Telecommunication Relay Service : TTRS)
โดย เนคเทค สวทช. ได้ทำความร่วมมือกับ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ พัฒนา ระบบบริการถ่ายทอดการสื่อสาร สำหรับคนพิการทางการได้ยิน และคนพิการทางการพูด ประกอบด้วย บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบข้อความสั้น, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบรับ-ส่งข้อความผ่าน TTRS Message, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบสนทนาข้อความผ่าน TTRS Live Chat, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบสนทนาวิดีโอผ่านตู้ TTRS, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบแปลงเสียงเป็นข้อความผ่าน TTRS Caption และบริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบปรับปรุงเสียงพูดสำหรับคนไร้กล่องเสียงและ ปากแหว่งเพดานโหว่ มีจำนวนสมาชิกที่ใช้งานรวม 47,721 คน และมีจำนวนครั้งการใช้บริการรวม 900,934 ครั้ง ทั้งนี้ศูนย์ TTRS เป็นกลไกหนึ่งภายใต้การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม สนับสนุนให้ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม สามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างผลกระทบ เชิงสังคมมากกว่า 4,900 ล้านบาท
• PTEC มาตรฐาน ‘ห้องปฏิบัติการฯ ระดับอาเซียน’
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ศทอ.) หรือ PTEC สวทช. เป็นหน่วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองผลิตภัณฑ์ครบวงจร ที่มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ด้วยบุคลากรมืออาชีพ ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่แพ็กขนาดกำลังไฟฟ้า 600 กิโลวัตต์ ได้ตามมาตรฐาน UN ECE R100 และมาตรฐานสากลอื่นๆ ปัจจุบัน บริษัท เดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เบนซ์ ร่วมกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ เป็นลูกค้ารายแรกของ PTEC โดย บริษัท เดมเลอร์ กำลังลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 และส่งแบตเตอรี่ มาทดสอบที่ สวทช. ในเดือนถัดไป ถือเป็นแห่งแรกในอาเซียนและเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่นและจีน นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังมีผู้ประกอบการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถโดยสารขนส่ง และแหล่งเก็บกักพลังงานอีกหลายรายสนใจ ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกที่ประเทศไทยได้เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมีโรงงานผลิต ห้องปฏิบัติการทดสอบ และรับรองและจำหน่ายในตลาดอย่างครบถ้วน
PTEC ยังได้รับการขึ้นทะเบียนจาก ASEAN SECTORAL MRA ON ELECTRICAL AND ELECTRONIC EQUIPMENT (ASEAN EE MRA) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ให้เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียนให้การยอมรับมากถึง 7 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และเวียดนาม และได้รับการยอมรับให้เป็นห้องปฏิบัติการการทดสอบ EMC ซึ่งเป็นการทดสอบความคงทนต่อสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตามมาตรฐานในประเทศและมาตรฐานสากล จากสถาบัน QUACERT ประเทศเวียดนามด้วย
นอกจากนี้ สวทช. ยังส่งมอบผลงานวิจัยประเด็นมุ่งเน้นเพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตอบโจทย์ทุกภาคส่วน ได้แก่ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เช่น เทคโนโลยีการยกระดับคุณภาพไบโอดีเซล หรือ H-FAME ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพแบบ Flexible substrate ในภาคอุตสาหกรรม และประเด็นมุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน เช่น การบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่กับข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล เพื่อใช้ติดตามผลผลิตข้าวในประเทศไทย โมบายแอปพลิเคชันสำหรับวินิจฉัยโรคข้าว เป็นต้น
@ ปี 61 โชว์ศักยภาพวิจัยฯ สร้างผลกระทบ 4.5 หมื่นล้านบาท
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา สวทช. ได้มุ่งมั่นพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศ ตามเป้าหมาย “ประเทศไทย 4.0” โดย มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้ ด้านงานวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 546 เรื่อง มากกว่า 1 ใน 4 ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติชั้นนำของโลก และถูกนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้มีการยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญามากถึง 383 รายการ
สำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช. ถ่ายทอดผลงาน 261 โครงการ ให้กับหน่วยงานต่างๆ รวม 335 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 45,000 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของภาคการผลิตและบริการ มูลค่าเกือบ 14,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ สวทช. มีกลไกสนับสนุน สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนวิจัยเพิ่มขึ้น อาทิ เทคโนโลยีราคาเดียว 30,000 บาท มีผู้ขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีกว่า 485 รายการ ภาษี 300% มีการรับรอง 404 โครงการ มูลค่า 1,313 ล้านบาท บัญชีนวัตกรรมไทย คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผลงานนวัตกรรม และได้อนุมัติผู้ยื่นขอขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยรวมทั้งสิ้น 270 ผลงาน โดยสำนักงบประมาณ ประกาศขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 226 ผลงาน โครงการสตาร์ทอัพ เวาเชอร์ (Startup Voucher) สนับสนุนเงินด้านการตลาด 87 ราย มูลค่ากว่า 64       ล้านบาท สร้างรายได้รวม 915 ล้านบาท
โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ได้สนับสนุน SMEs จำนวน 1,610 ราย มีการลงทุน 737 ล้านบาท สร้างผลกระทบ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท และ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ ให้บริการมากกว่า 50,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท ด้านการพัฒนากำลังคนและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ให้ทุนการศึกษาพัฒนาบัณฑิตและนักวิจัยอาชีพที่มีศักยภาพให้กับประเทศมากกว่า 790 ทุน สนับสนุนนักศึกษาและบุคลากรวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานในห้องปฏิบัติการของศูนย์แห่งชาติ 324 คน และส่งเสริมพัฒนาเยาวชนเข้าสู่อาชีพนักวิจัย เช่น การจัดประชุมวิชาการนานาชาติ Asia Pacific Conference on Giftedness หรือ APCG 2018 สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถเกษตรกร สวทช. ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร จำนวน 6,781 คน 264 ชุมชน ใน 35 จังหวัด จัดทำชุดความรู้เทคโนโลยี 19 ชุด ผลักดันให้เกิดกลุ่มคลัสเตอร์แปรรูป 2 กลุ่ม ได้แก่ มะม่วง และกะหล่ำปลี และพัฒนาเกษตรกรแกนนำ ผู้ประกอบการนวัตกรรม 825 คน ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
 ในส่วนของตัวอย่างการสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ เช่น ผลงานผลิตภัณฑ์นาฬิกาโทรศัพท์ป้องกันเด็กหาย ของบริษัท โพโมะ เฮาส์ จำกัด ซึ่งโครงการ ITAP ได้ช่วยให้คำปรึกษา พัฒนาเทคโนโลยีของ SMEs ให้แตกต่างด้วยนวัตกรรม การผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้เช่าพื้นที่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ประกอบธุรกิจได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง อาทิ บริษัท ที-เน็ต จำกัด (T-NET Co.,Ltd.) ให้คำปรึกษาความปลอดภัยในการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) (Betagro) ผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจรของประเทศไทย บริษัท โซเอทิส (ประเทศไทย) จำกัด (Zoetis) บริษัทระดับโลกที่ดูแลผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง บริษัท โพลิพลาสติกส์ มาร์เก็ตติ้ง (ที) จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกเชิงวิศวกรรมชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ได้จัดตั้ง ASEAN Polyplastic Technical Solution Center ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
@ วิจัยตอบโจทย์ประเทศด้วยโครงการ BIG ROCK
สวทช. ได้มุ่งมั่นใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผลิตผลงานวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ได้แก่ “โครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่” หรือ BIG ROCK เช่น โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียนหรือ Coding at School Project ฝึกเยาวชนเขียนโปรแกรมด้วยบอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright โครงการ  โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) หรือ FabLab พัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย โครงการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์ วิจัย และใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมและชุมชน (National Biobank) โครงการนวัตกรรมเทคโนโลยีก้าวหน้าเพื่อการผลิตสมุนไพร (Plant Factory) โครงการขยายผลงานวิจัย DentiiScan เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติทางทันตกรรม เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย เป็นต้น
@ วิจัยเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มรายได้เกษตกร
ด้านผลงานการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน เช่น สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังให้มีผลผลิตสูง สามารถต้านทานต่อโรค แมลง และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ “บิวเวอเรีย” ควบคุมและกำจัดเพลี้ยแป้ง การประเมินและทดสอบพันธุ์มันสำปะหลังสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับชนิดดินต่างๆ ของประเทศ การขยายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยสามารถเพิ่มผลผลิตจาก 3-4 ตัน/ไร่ เป็น 5-6 ตัน/ไร่ ส่งผลให้ในปี 2561 เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 9.34 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพิรุณ 4 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นใหม่โดย สวทช. มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิชาการเกษตร พื้นที่ปลูกรวมกว่า 3,200 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ลำปาง และนครสวรรค์ ให้ผลผลิตหัวสดสูง ปริมาณไซยาไนด์ในหัวสดต่ำ สามารถรับประทานได้ เหมาะสำหรับทำแป้งฟลาวที่ปราศจากสารกลูเต็น ทดแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อีกทั้งได้เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพิรุณ 4 กับกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปผลผลิต ยกระดับการแปรรูปมันสำปะหลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น มันแผ่นอบกรอบ (มันชิพ) บราวนี่อบกรอบ มันบอล เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีการแปรรูปข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าสู่การสร้างธุรกิจ โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง บ้านหนองมัง ตำบลโนนกลาง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งหมดนี้เป็นผลงานเพียงบางส่วนในปี 2561 ที่เกิดจากความร่วมแรงใจของนักวิจัย บุคลากร สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ที่มุ่งหวังสร้างผลงานต่อเนื่องอย่างมุ่งเป้า เพื่อเสริมแกร่งผู้ประกอบการ สร้างชาติให้เข้มแข็ง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
@ ปี 62 เปิดกลยุทธ์วิจัย 6-6-10 ติดปีกอุตสาหกรรมไทย สู่เวทีโลก
นอกจากการสรุปผลงาน สวทช. ประจำปี 2561 ที่สร้างผลกระทบให้กับทุกภาคส่วนด้วย วทน. แล้ว ในโอกาสนี้ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ของ สวทช. ในปี 2562 ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits : 6-6-10 ว่า รหัส 6–6–10 นั้น เลข 6 ตัวแรก คือ 5 Research pillars หรือ 5 สาขาวิจัยหลักที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. ประกอบด้วย Bioscience and Biotechnology, Nanoscience and Nanotechnology, Electronics and Information Technology, Material and Manufacturing Technology และ Energy Technology รวมกับ Agenda–based หรือกลุ่มเทคโนโลยีที่   ตอบโจทย์ความต้องการประเทศในปัจจุบัน
“ขณะที่เลข 6 ตัวต่อไป คือ 6 Frontier research หรือ 6 สาขาวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศ ได้แก่ Quantum Computing, Bionics, Nano Robotic, Terahertz, DNA Data Storage และ Atomic Precision Bioimaging & Plant Electric Circuits ส่วนตัวเลข 10 คือ กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย เรียกว่า Technology Development Groups หรือ TDGs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบจับต้องได้ ประกอบด้วย (1) สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ หรือ Biochemicals ต่างๆ เช่น สารประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรม (2) สารสกัดที่จะนำมาใช้ทำเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มสมุนไพร (3) ยาแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ (4) การทำวิจัยการแพทย์แบบแม่นยำ (precision medicine) ที่จะนำไปสู่การตั้งคลังข้อมูลพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีนาโนในการตรวจและรักษา รวมไปถึงการรักษาโรคแบบจำเพาะบุคคล (5) งานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบดิจิทัล (digital) ที่ใช้กับอุปกรณ์ช่วยการผ่าตัด หรือชิ้นส่วนทดแทนอวัยวะต่างๆ  (6) Food & Feed เป็นกลุ่มที่ศึกษา functional ingredients ในอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมไปถึง smart packaging แบบต่างๆ ที่จะทำให้อาหารสดอยู่ได้นาน เป็นต้น (7) เกษตรแม่นยำ (precision agriculture) (8) Mobility & Logistics การศึกษาระบบโครงสร้าง การขับเคลื่อนมอเตอร์ การชาร์จไฟ ระบบควบคุมและให้สัญญาณ รวมถึงต้นแบบชิ้นส่วนรถไฟฟ้ารางเบา (9) พลังงาน ทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่แบบแพ็ก ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงวัสดุกับระบบพลังงานทางเลือกแบบต่างๆ เช่น ไบโอดีเซล เป็นต้น และสุดท้าย (10) Dual-use defense เช่น การพัฒนาเครื่อง jammer สำหรับโดรน และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือสารเสพติดต่างๆ เป็นต้น
“จะเห็นได้ว่าทั้ง 10 TDGs เข้ากับพื้นฐานงานวิจัยเดิมของ สวทช. ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การทำวิจัยทั้ง 10 TDGs และ 6 Frontier research ได้นั้น ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่ดีพอ จึงมีโครงการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ National S&T Infrastructure เพื่อสนับสนุนการพัฒนา วทน. ของประเทศ ประกอบด้วย National Biobank Center, Genome Research Center of Thailand, Thailand Supercomputer Center, Center for Cyber–Physical Systems และ Center for Life Cycle Assessment ขึ้นมารองรับ ศูนย์เหล่านี้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นศูนย์ระดับชาติหรือนานาชาติต่อไป จะเห็นได้ว่า หน่วยงานเหล่านี้ในภาพรวม ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานใน สวทช. แต่อย่างใด เราแค่เป็นหน่วยงานที่ใช้ในการบ่มเพาะให้เกิดศูนย์เหล่านี้ขึ้นในตอนแรกเท่านั้น การปรับกระบวนทัศน์ของ สวทช. ดังที่เล่ามาทั้งหมดเป็นความพยายามทำภารกิจขับเคลื่อนประเทศให้กลายเป็น ประเทศไทย 4.0 ได้จริง โดยอาศัยศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงการจัดการเทคโนโลยีที่ สวทช. มีอยู่ ซึ่ง สวทช. เชื่อมั่นว่า งานวิจัยที่สร้างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้จริง จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวตามระบบเศรษฐกิจหลักที่เป็นเป้าหมายของประเทศ” ดร.ณรงค์ กล่าว
@ เดินหน้าวิจัย 5 Research pillars + Agenda–based
สำหรับ 5 สาขาวิจัยหลัก (5 Research pillars) ที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. คณะผู้บริหาร สวทช. ได้กล่าวถึงความสำคัญและการดำเนินงานในแต่ละสาขาดังต่อไปนี้
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวถึงการดำเนินงานในสาขาวิจัย Material and Manufacturing Technology และ Energy Technology ว่า เอ็มเทคมุ่งใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากวัสดุชีวภาพ เช่น ยางพารา การแปรขึ้นรูปวัสดุด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ระบบการผลิตอัตโนมัติ การออกแบบวิศวกรรมขั้นสูง สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์และวิศวกรรม การสร้างนวัตกรรมสำหรับ   การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ด้วยนวัตกรรมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบและ   ลดการปนเปื้อนจากสารเคมีอันตรายในวัสดุและผลิตภัณฑ์ สำหรับอาคารที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ  ไบโอดีเซลตามมาตรฐานคุณภาพสากล การพัฒนาแบบเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาวัสดุและระบบ  กักเก็บพลังงานไฟฟ้า
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวถึงการดำเนินงานในสาขาวิจัย Electronic and Information Technology ว่า ความเชี่ยวชาญของเนคเทคทางด้าน Cyber Physical Systems (CPS) ซึ่งประกอบด้วย เซ็นเซอร์รับข้อมูล ระบบและเครือข่ายเพื่อเชื่อมต่อข้อมูล และ    การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทั้งสามส่วนจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคตมากมาย อาทิ การจัดการเมือง การเกษตรแม่นยำ การศึกษาสมัยใหม่ และอุตสาหกรรม 4.0 เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ดร.ชัย ยังเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจด้วย Big Data ซึ่งเนคเทคเดินหน้าวิจัยและพัฒนาระบบเตรียมสำหรับตอบยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยยกตัวอย่างการชี้เป้าคนจนด้วยข้อมูลประชากร และการบริหารเส้นทางเดินรถจัดเก็บขยะแบบอัจฉริยะ บูรณาการข้อมูลจากหลากหลายหน่วยงานจะเป็นสาระสำคัญที่เนคเทคจะขับเน้นให้เป็นฐานรากสำหรับนวัตกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กล่าวถึงการดำเนินงานในสาขาวิจัย Bioscience and Biotechnology ว่า ในปี 2562 ไบโอเทคพร้อมที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเกษตรกรรม (Inclusive Growth) และอุตสาหกรรม (Economic Growth) เช่น การนำเอาเทคโนโลยี Plant Factory มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพพืชสมุนไพร การวิจัยและพัฒนาต้นแบบระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อยกระดับการเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ โดยไม่มีการใช้ยาและสารเคมีอันตราย การช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมด้านอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมด้านพลังงานและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคชุมชนและภาคอุตสาหกรรม เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) และเพื่อผลักดันประเทศเข้าสู่ยุค Thailand 4.0
ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กล่าวถึงการดำเนินงานในสาขาวิจัย Nanoscience and Nanotechnology ว่า นาโนเทคจะมีการวิจัยและพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเวชสำอางและอาหารเสริม 2. ด้านยาและการแพทย์ 3. ด้านตัวเร่งปฏิกิริยา และพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ 4. ด้านนาโนไฮบริดและเทคโนโลยีการเคลือบ และ 5. ด้านการวิเคราะห์ทดสอบทางนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งที่ผ่านมางานวิจัยและพัฒนาของศูนย์ตามประเด็นมุ่งเน้น สามารถสร้างผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศกว่า 20,000 ล้านบาท การพัฒนางานวิจัยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อการพัฒนาคุณภาพของอาหารและสุขภาพของสัตว์ สู่การตอบโจทย์ด้านอาหารของคนที่มีคุณภาพและปลอดภัยในอนาคต ตัวอย่างงานวิจัยอาทิ การพัฒนาอาหารสำหรับลูกกุ้งในรูปแบบ  ไฮโดรเจล และเทคโนโลยีการกักเก็บเม็ดไฮโดรเจลเหมาะสำหรับอาหารกุ้งแต่ละวัย ส่งผลให้เติบโตเร็วกว่าปกติ ช่วยเพิ่มการดูดซึมของอาหาร กระตุ้นการเจริญเติบโต เหมาะสำหรับกุ้งในแต่ละช่วงวัย การพัฒนานาโนวัคซีนเพื่อป้องกันโรคในปลานิล โดยใช้เทคโนโลยีการกักเก็บแบบแช่และกิน ทดแทนการฉีดแบบดั้งเดิมซึ่งมีต้นทุนสูง โดยเทคโนโลยี   แบบแช่และกินนี้สามารถใช้ได้กับปลาทุกวัย ร่นระยะเวลาการให้วัคซีนรวมไปถึงสามารถให้วีคซีนกับปลานิลได้ครั้งละจำนวนมาก
นอกจากนี้ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สวทช. ยังมีงานวิจัยแบบ Agenda–based ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งอย่างจำเพาะ ซึ่งงานกลุ่มนี้ประกอบด้วยเรื่องจำเพาะที่เร่งด่วน และต้องการความสามารถจำเพาะด้าน แยกออกได้เป็น 3 หัวข้อคือ 1. Dual-Use Technology หรือ เทคโนโลยีซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งแง่มุมสร้างเสริมความมั่นคงของประเทศ หรือประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การใช้ระบบกวนโดรน หรือ jammer หรือเครื่องตรวจจับและติดตามอากาศยานไร้คนขับ ประสบการณ์การทำ T-Box กับการทำงานกับกองทัพมายาวนาน ทำให้เราทำตรงส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี รู้ความต้องการของผู้ใช้งานชัดเจน 2. Rail and Modern Transportation ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงระบบรถไฟฟ้ารางเบา ระบบรางจะทวีความสำคัญในฐานะวิธีการเดินทางหลักภายในเมืองใหญ่ และระหว่างเมือง ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าก็จะทดแทนรถยนต์ ใช้น้ำมันในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองเรื่องจึงเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับการปฏิวัติด้านพลังงาน และการขนส่งของประเทศในอนาคตอันใกล้ และ 3. Medical Devices and Assistive Technology หรือ การพัฒนาอุปกรณ์       ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องของเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ซึ่งใช้สำหรับทั้งกับผู้สูงอายุและผู้พิการ จัดเป็นเรื่องเร่งด่วน สำหรับประเทศไทยที่เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยประเทศยังขาดความพร้อมในหลายด้าน ตัวอย่างงานในด้านนี้ ของ สวทช. ได้แก่ Dentiiscan หรือ เครื่องเอกซเรย์ 3 มิติทางทันตกรรม ทั้งนี้เมืองไทยยังต้องการอุปกรณ์การแพทย์จำพวกนี้อีกมาก ทั้ง hardware และ software
    ทั้งหมดนี้ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมที่จะ Go Beyond Limits โดยใช้ศักยภาพของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวพ้นคำว่า “ประเทศกับดักรายได้ปานกลาง” ไปสู่ประเทศไทย 4.0 นำพาอุตสาหกรรมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยวิจัย และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป

ความคิดเห็น