“โครงสร้างร่างกายผิดสมดุล” ภัยเงียบคนไทยไม่รู้ตัว ต้นเหตุปวดหลัง–เข่าเสื่อม Bangkok Advanced Clinics ต่อยอดองค์ความรู้แพทย์กระดูก สู่แบรนด์ “Cheetah” ชู Insole ปรับโครงสร้าง ป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่ฐานร่างกาย

Bangkok Advanced Clinics เดินหน้าต่อยอดประสบการณ์ด้านการรักษาโรคกระดูกและข้อกว่า 10 ปี สู่การพัฒนาแบรนด์ “Cheetah” เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงโครงสร้างผ่านแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล หรือ Insole โดยมุ่งเน้นการดูแลตั้งแต่ “เท้า” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของร่างกาย ไปสู่การปรับสมดุลของโครงสร้างโดยรวม ทั้งข้อเข่า สะโพก กระดูกสันหลัง และการทรงตัว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกและข้อในระยะยาว

จากปัญหาการปวดหลัง ปวดเข่า หรืออาการกระดูกเสื่อมที่พบมากขึ้นในคนไทย ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีจุดเริ่มต้นจาก “โครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล” ซึ่งค่อย ๆ สะสมตั้งแต่วัยเด็กโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว โดยเฉพาะความผิดปกติเล็กน้อยของ “เท้า” ที่ส่งผลต่อแนวกระดูกทั้งร่างกาย ตั้งแต่ข้อเข่า สะโพก ไปจนถึงกระดูกสันหลัง และกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาว

ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น Bangkok Advanced Clinics จึงพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงโครงสร้าง โดยนำองค์ความรู้ด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล หรือ Insole เพื่อช่วยปรับสมดุลของร่างกายตั้งแต่ฐานการยืนและการเดิน ก่อนพัฒนาเป็นแบรนด์ “Cheetah” ที่มุ่งขยายการเข้าถึงการดูแลสุขภาพในวงกว้าง

นพ.สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Bangkok Advanced Clinics กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการพัฒนาแผ่นรองเท้าและรองเท้าเพื่อสุขภาพเชิงโครงสร้าง เกิดจากประสบการณ์ทางการแพทย์กว่า 30 ปีว่า โรคทางกระดูกและข้อจำนวนมากมีจุดเริ่มต้นจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะ “เท้า” ซึ่งเป็นอวัยวะที่มนุษย์ใช้งานอย่างต่อเนื่องในการยืน เดิน และรับน้ำหนักของร่างกาย

เท้าจึงไม่ใช่เพียงอวัยวะสำหรับการเคลื่อนไหว แต่เป็นฐานสำคัญที่ส่งผลต่อแนวสมดุลของร่างกายทั้งหมด หากเท้ามีความผิดปกติ เช่น เท้าแบน ขาทั้งสองข้างยาวไม่เท่ากัน แนวข้อเข่าเอียง เข่าโก่ง หรือการลงน้ำหนักผิดตำแหน่ง อาจส่งผลต่อเนื่องไปยังข้อเข่า สะโพก กระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลัง และไหล่ จนก่อให้เกิดอาการปวดเรื้อรังหรือความเสื่อมของข้อในอนาคต

นพ.สมศักดิ์ ระบุว่า ปัญหาโครงสร้างร่างกายจำนวนมากมักเริ่มจากความผิดปกติเล็กน้อยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเด็กและวัยทำงาน ซึ่งในช่วงแรกอาจยังไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อชดเชยความไม่สมดุล เช่น เมื่อขาทั้งสองข้างสูงไม่เท่ากัน กระดูกเชิงกรานจะเอียงตาม จากนั้นลำตัวและกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ปรับแนวเพื่อให้ร่างกายยังคงทรงตัวได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาสะสมในระยะยาว เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เข่าเสื่อม หรือข้อสะโพกรับน้ำหนักไม่เท่ากัน

สำหรับแนวทางการดูแลของ Bangkok Advanced Clinics จึงไม่ได้มองแผ่นรองเท้าเป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยให้เดินสบาย หรือแก้ปัญหาเฉพาะฝ่าเท้าเท่านั้น แต่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลโครงสร้างร่างกายโดยรวม เริ่มตั้งแต่การประเมินโครงสร้างด้วยการเอกซเรย์ตั้งแต่ช่วงคอลงมา เพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง ความสูงของกระดูกเชิงกราน แนวข้อเข่า ข้อเท้า และความสมดุลของร่างกาย จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และกำหนดสเปกของแผ่นรองเท้าให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

กระบวนการดังกล่าวถือเป็นจุดแตกต่างสำคัญจากการทำแผ่นรองเท้าทั่วไปที่มักเน้นการวัดเท้าหรือแก้ปัญหาเฉพาะบริเวณฝ่าเท้า โดยแนวทางของ Bangkok Advanced Clinics จะพิจารณาความสัมพันธ์ของเท้ากับโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้การปรับสมดุลมีความแม่นยำที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามผลหลังการใช้งาน โดยผู้รับบริการจะได้รับการประเมินซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น 1 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามลักษณะของแต่ละเคส เพื่อดูว่าโครงสร้างร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และแผ่นรองเท้ายังสอดคล้องกับสเปกทางการแพทย์หรือไม่ เนื่องจากวัสดุของแผ่นรองเท้าและรองเท้ามีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน ขณะเดียวกัน ร่างกายของผู้ใช้อาจมีการปรับตัวดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำเป็นต้องปรับสเปกให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงาน พบว่าผู้รับบริการมีทั้งกลุ่มที่เข้ามาเพราะมีอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดเข่า ปวดหลัง รองช้ำ เท้าแบน หรือมีปัญหาหลังการผ่าตัดข้อเข่า รวมถึงกลุ่มที่ยังไม่มีอาการ แต่ต้องการตรวจเช็กโครงสร้างเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่เริ่มให้ความสำคัญกับโครงสร้างร่างกายของบุตรหลานตั้งแต่วัยเด็ก

ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มที่เริ่มเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นคือเด็กนักเรียน โดยหลายครอบครัวเริ่มสังเกตจากพฤติกรรมการเดินของเด็ก เช่น เดินเป็ด เท้าแบน เข่าชิด หรือรองเท้าสึกไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโครงสร้างที่ไม่สมดุล หากได้รับการประเมินและดูแลตั้งแต่ช่วงวัยที่ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกและข้อในอนาคต

จากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการจำนวนมาก ยังพบว่า เมื่อผู้ป่วยสูงอายุหรือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเข้ามารักษาและได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับความไม่สมดุลของร่างกาย มักทำให้เกิดความตระหนักต่อสุขภาพของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวตามมา โดยเฉพาะลูกหลาน ส่งผลให้การดูแลโครงสร้างร่างกายค่อย ๆ ขยายจากผู้ป่วยรายบุคคลไปสู่การดูแลในระดับครอบครัว

นางปัทมา เหล่าวัฒนา เจ้าของแบรนด์ Cheetah ในฐานะหนึ่งผู้ร่วมพัฒนาแนวคิดธุรกิจ กล่าวว่า Bangkok Advanced Clinics เปิดดำเนินการมากว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายตั้งแต่ต้นในการเป็นคลินิกเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาสนับสนุนการวินิจฉัยและการรักษา จุดเด่นคือการให้บริการที่ไม่จำกัดเฉพาะการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการแล้วเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมกลุ่มคนที่ต้องการตรวจสอบความสมดุลของร่างกาย และดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบการให้บริการของคลินิกที่ต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์ การเอกซเรย์ และการวิเคราะห์เชิงลึก ทำให้การเข้าถึงบริการอาจยังมีข้อจำกัดสำหรับคนทั่วไป จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาแบรนด์ “Cheetah” ขึ้น โดยชูแผ่นรองเท้า insole เพื่อทำให้การดูแลสุขภาพโครงสร้างเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยยังคงใช้ฐานความรู้และประสบการณ์จาก Bangkok Advanced Clinics เป็นรากฐานสำคัญ

สำหรับที่มาของชื่อ “Cheetah” เกิดจากแนวคิดในครอบครัวของผู้ก่อตั้ง “อยากให้ลูกได้มีแผ่นรองเท้าดีๆ ใส่ไปโรงเรียน” รวมถึงต้องการสร้างแบรนด์สำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่ โดยสื่อถึงความคล่องตัว การเคลื่อนไหว และการก้าวเดินอย่างมั่นคง เป้าหมายของแบรนด์คือการทำให้ผู้บริโภคตระหนักว่า ทุกก้าวของชีวิตมีผลต่อสุขภาพในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Every Step Shapes Your Future”

แบรนด์ Cheetah จึงถูกวางให้เป็นช่องทางที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึง insole แผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคลได้สะดวกขึ้น โดยผู้รับบริการสามารถเริ่มจากการวัดเท้า ปั๊มโฟม หรือทำแผ่นรองที่เหมาะกับรูปเท้าของตนเอง ก่อนต่อยอดไปสู่การเอกซเรย์โครงสร้าง หรือเข้าพบแพทย์ในกรณีที่ต้องการการวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้น

ในด้านวัสดุและการผลิต แผ่นรองเท้าของแบรนด์ใช้วัสดุทางการแพทย์ หรือ Medical Grade ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงของโครงสร้างมากกว่าความนุ่มเพียงอย่างเดียว เนื่องจากแผ่นรองเท้าที่ใช้เพื่อปรับโครงสร้างจำเป็นต้องมีความเฟิร์มในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยพยุงและจัดแนวร่างกายตามวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกันยังสามารถปรับเสริมวัสดุหรือความนุ่มเฉพาะจุดได้ตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล

นอกจากการพัฒนาแผ่นรองเท้าแล้ว Cheetah ยังมีแผนต่อยอดสู่การผลิตรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นรองเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะรองเท้านักเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองจำนวนมากพบว่า รองเท้านักเรียนในท้องตลาดมักมีพื้นรองเท้าแบนไม่มีอุ้งเท้า รวมถึงกรณีเมื่อต้องใส่แผ่นรองที่ปรับโครงสร้างเฉพาะบุคคลเข้าไป ฟื้นที่ในรองเท้าไม่รองรับ จึงอาจไม่พอดีกับรองเท้าสำเร็จรูปทั่วไป

การพัฒนารองเท้านักเรียนภายใต้แบรนด์ Cheetah จึงมุ่งออกแบบให้สามารถรองรับแผ่นรองเท้าที่มีสเปกเฉพาะได้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้เด็กสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน และลดภาระของผู้ปกครองในการค้นหารองเท้าที่เหมาะสม

“จุดเด่นสำคัญของแบรนด์คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนฐานองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ โดยนำประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทางด้านโครงสร้าง มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล ทำให้สามารถกำหนดความสูง ความเอียง และองศาการรองรับได้สอดคล้องกับโครงสร้างร่างกายของแต่ละคน นอกจากนี้ Cheetah ยังใช้กระบวนการวิเคราะห์โครงสร้างด้วยการเอกซเรย์ทั้งร่างกาย เพื่อตรวจสอบความสมดุลของกระดูกอย่างแม่นยำ ก่อนออกแบบแผ่นรองเฉพาะบุคคล ซึ่งแตกต่างจากตลาดทั่วไป” นางปัทมา กล่าว

ด้านแผนการตลาด นางปัทมา ระบุว่า แบรนด์มีแนวทางขยายการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ การออกบูธในงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบครัว สุขภาพ และโรงเรียนนานาชาติ รวมถึงการขยายสู่กลุ่มนักกีฬา เช่น กอล์ฟ วิ่ง แบดมินตัน เทนนิส ฟุตบอล และกีฬาที่มีการลงน้ำหนักหรือใช้ร่างกายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เนื่องจากกลุ่มนักกีฬามีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากโครงสร้างที่ไม่สมดุล และจำเป็นต้องดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนยังไม่เกิดอาการ

ในเชิงตลาด แนวโน้ม “รองเท้าเพื่อสุขภาพและอุปกรณ์ดูแลโครงสร้าง” กำลังเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 30,000–40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี ขณะที่ในประเทศไทย กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา” เจ้าของแบรนด์ Cheetah ระบุเพิ่มเติม

นางปัทมา กล่าวอีกว่า นักกีฬาเยาวชนเป็นอีกกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะการฝึกซ้อมในท่าทางซ้ำ ๆ หรือใช้งานมากกว่าปกติ อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บสะสม หากสามารถประเมินและปรับสมดุลตั้งแต่ต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและยืดอายุการเล่นกีฬาได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ นางปัทมา ยังมองว่า อนาคตของการดูแลสุขภาพจะไม่จำกัดอยู่ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่รองเท้าที่สวมใส่ การเดิน การยืน การทำงาน ไปจนถึงการเล่นกีฬา เพราะทุกพฤติกรรมล้วนส่งผลต่อโครงสร้างร่างกายในระยะยาว และตอนนี้ การดูแลสุขภาพเป็น เทรนของโลกที่คนปัจจุบันใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะมีแนวคิดของ การดูแลและการป้องกัน มากกว่าการรักษา ก็คือ Wellness ไม่ใช่ Sickness

 

ความคิดเห็น